ความคืบหน้าคดี ซีอีโออิตาเลียนไทยล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ฯ

จากเหตุการณ์ที่นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวก 4 คน ถูกเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกเข้าจับกุมขณะตั้งแคมป์ในพื้นที่หวงห้ามของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และตรวจพบซากเสือดำ ซากไก่ฟ้าหลังเทา ซากเก้ง อาวุธปืน และเครื่องกระสุนจำนวนมาก
จ่อแจ้งข้อหาเปรมชัย ครอบครองปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ผลการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐานกลางและเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย ในการตรวจสอบอาวุธปืนของนายเปรมชัย หลังจากการเข้าตรวจค้นบ้านของนายเปรมชัยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า มีปืนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 2 กระบอก
โดยปืนกระบอกที่ 1 เป็นปืนที่ผลิตขึ้นเอง กระบอกที่ 2 อาวุธปืนยาวขนาด 9 มม.ออโตเมติก มีความยาวลำกล้องถึง 420 มม. มีความยาวลำกล้องเกินกว่าที่กฎหมายระบุ คือ 160 มม.
นอกจากนี้ปืนที่ตรวจพบอีกจำนวน 8 กระบอก ยังไม่พบเอกสารว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่นายทะเบียนจากกระทรวงมหาดไทย ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าของ และครอบครองถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนของคดีนี้ จะต้องแจ้งกล่าวข้อหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เตรียมแจ้งข้อหาทารุณกรรมสัตว์เพิ่ม ร.ต.อ.สุมิตร บุญยะนิจ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เจ้าของคดี กล่าวว่า ในส่วนของข้อกล่าวหารวมทั้งหมดเวลานี้มี 10 ข้อกล่าวหา เดิมมี 9 ข้อหาแต่เพิ่มอีก
1 ข้อหาที่มีการแจ้งความเพิ่ม คือทารุณกรรมสัตว์ ในข้อกล่าวหานี้ ได้ประสานเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ที่ด่านกักกันสัตว์ อ.สังขละบุรี มาให้ข้อมูลในรายละเอียดข้อกฎหมาย เพราะเป็นกฎหมายใหม่ ต้องทำให้รัดกุมที่สุดในแต่ละข้อกล่าวหา
2. ส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายเปรมชัย ตรวจสอบพบว่านายเปรมชัยมีชื่อถือครองโฉนดไม่ต่ำกว่า 5 แปลง ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน รวมประมาณ 500 กว่าไร่ ดังนั้น ต้องตรวจสอบด้วยว่าได้มาอย่างไร ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุกป่าท้องที่ อ.ภูเรือ ซึ่งประกอบด้วย 5 ฝ่าย
ส่วนเรื่องท่าจอดเรือยอชต์ อ่าวปอ แกรนด์ มารีน่า จ.ภูเก็ต กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระบุว่า ท่าจอดเรือยอชต์นั้นมีเอกสารสิทธิถือครองที่ดินถูกต้อง
มีหลากหลายความเห็นออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมของนายเปรมชัย ตลอดจนข้อเสนอและคำเรียกร้องให้มีการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างเหมาะสม หนึ่งในข้อเรียกร้องคือการ “ดำเนินคดีกับผู้ล่าสัตว์ในเขตอุทยานฯ ต้องโปร่งใส และมีมาตรฐานแบบเดียวกันทุกคดี” ซึ่งเป็นแคมเปญที่เปิดให้สาธารณชนร่วมลงชื่อสนับสนุนผ่านเว็บไซต์ change.org (เริ่มดำเนินการวันที่ 6 ก.พ.)
ตุลย์พิชญ์ แก้วม่วง ผู้ตั้งกิจกรรมลงรายละเอียดที่มาไว้ว่า เหตุผลที่กล่าวถึง ถือเป็นประเด็นที่สาธารณชนตั้งคำถามกันไว้ล้นหลาม ทั้งเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินคดีต่อคนมีตำแหน่งและฐานะทางสังคม (มีสัมพันธ์กับรัฐบาล) หรือโทษที่สุดท้ายอาจจบลงแค่การรอลงอาญาไม่ต้องจำคุก เป็นภาพทรงจำเรื่องสองมาตรฐานที่กลายเป็นความคุ้นชินของสาธารณชนไปเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม หลังเปิดให้ร่วมลงชื่อไปเพียงหนึ่งวันก็มีผู้เข้ามาแสดงเจตนาในจุดยืนเดียวกันกว่าสี่หมื่นคน ก่อนที่จะเพิ่มมาเป็นหลักแสนในอีกสิบวันต่อมา